ปัจจุบันโลกแห่งการสื่อสารยุคไฮเทคที่เรียกว่า "อินเตอร์เน็ต" เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน หากเอ่ยชื่อ "ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน" บิดาแห่งอินเตอร์เน็ตเมืองไทย น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก โดยเฉพาะมนุษย์ IT ในปี 2000 นี้
     ผมเป็นคนกรุงเทพฯ มีพี่น้อง 32 คน คุณพ่อมีภรรยา 10 คน ผมเป็นลูกคนที่ 25 ชีวิตในวัยเด็กสนุกมากวิ่งเล่นกันทั้งวัน ลูกๆ ทุกคนจะมีพี่เลี้ยงคนละคน ฉะนั้นในบ้านจะมีคนอยู่ประมาณ 100 คน เล่นไล่จับ เล่นตี่ เล่นเตย เล่นซ่อนหา แต่ทะเลาะกันไม่ได้ ถ้าใครทะเลาะกันพ่อจะเฆี่ยนคนละ 3 ทีเสร็จแล้วค่อยสอบถามว่าใครผิด คนผิดต้องถูกลงโทษอีกทีหนึ่ง ฉะนั้นเราก็จะไม่ทะเลาะกัน หรือถ้าทะเลาะกันพอพ่อเดินมาเราก็เลิกทะเลาะกัน
     สมัยก่อนบ้านอยู่ติดสนามหลวงแถวถนนข้าวสาร เวลามีงานเทศกาลพี่เลี้ยงจะพาไปนั่งดูลิเก เด็กๆ ก็เลยอยากเป็นพระเอกลิเกเพราะเห็นว่าใครๆ ก็เชียร์พระเอกลิเกกันทั้งนั้น โตมาพ่ออยากให้เรียนด้านเดียวกับพ่อคืออยากให้เรียนหมอ แต่ช่วงนั้นเพื่อนๆ เรียนวิศวะกันผมเลยเข้าวิศวะตามเพื่อน ติดอันดับ 1 วิศวะโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท วิศวชลศาสตรบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย จากนั้นผมก็ได้ทุนอเมริกันไปเรียนที่อเมริกา 2 ปีด้าน Computations Georgia Institute of Technology, U.S.A. ผมจบปริญญาเอก อายุ 26 ปี

มีคนพูดว่าอยู่ทำไมอเมริกา คนไทยไม่มีทางเป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีทางได้เป็นศาสตราจารย์ ผมเลยรับคำท้า ผมอยู่ที่โน่น 14 ปี ผมเป็นศาสตราจารย์เมื่ออายุ 36 ปี ถือว่าเป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในสมัยนั้น และเป็นคนไทยคนเดียวที่เป็นศาสตราจารย์ในอเมริกา จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีคนไทยได้เป็นศาสตราจารย์ อย่างมากก็เป็นรองศาสตราจารย์

• เริ่มหันมาสนใจธุรกิจทางด้านอินเตอร์เน็ตเมื่อไร
     อินเตอร์เน็ตเริ่มในอเมริกาเมื่อปี 1969 ตอนนั้นผมเป็นผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยคอมพิวเตอร์อยู่ที่ U.of Missouri, U.S.A. ผอ.ทุกคนถูกบังคับให้ใช้อินเตอร์เน็ต ผมเป็นคนไทยคนแรกที่ถูกบังคับให้ใช้อินเตอร์เน็ตตั้งแต่อินเตอร์เน็ตแรกเกิดในอเมริกา ตอนนั้นผมหัวเราะเยาะอินเตอร์เน็ต ระบบประหลาด คนดูแลก็ไม่มี ไม่น่าจะใช้ได้ดี แถมตอนนั้นมีคนใช้แค่ 1-2 ล้านคน ช่วง 19 ปีแรก อินเตอร์เน็ตยังไม่มีคนใช้เท่าไหร่ จะใช้เฉพาะวิจัย ใช้เฉพาะทหาร หลังจากนั้นมีการเปิดให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจ อินเตอร์เน็ตถึงได้บูมขึ้นมา
     สำหรับบริษัทอินเตอร์เน็ตเคเอสซีฯ นั้น ผมกับคุณกนกวรรณชักชวนกันมาก่อตั้งทำโปรเจกต์ขึ้นมา แล้วไปเสนอการสื่อสาร ยื่นเรื่องไปหลายครั้งเหมือนกันกว่าจะสำเร็จ สัญญาของ KSC เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต ผมได้กำไรตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ พอมาทำบริษัทผมก็ตั้งใจจะทำให้เป็นบริษัทที่ดีที่สุด ใหญ่ที่สุด และผมคิดว่าผมทำได้
     ตอนเริ่มทำใหม่ๆ ผมกับอาจารย์กนกวรรณ 2 คน เป็นผู้จัดการใหญ่ เป็นคนให้บริการ เป็นเอนจิ-เนียร์ เป็นหมดทุกอย่าง แล้วคนเขาเผอิญไว้เนื้อเชื่อใจ เวลาไปไหนเขาก็จะตกลงใช้บริการเราเลยได้ลูกค้ามากมาย


• ปัจจุบันอาจารย์รับผิดชอบงานอะไรบ้างคะ
     "ผมมีตำแหน่ง 36 ตำแหน่ง มีเลขาฯ 7 คน ผมทำงานวันละ 17 ชม. ผมจะไม่จำอะไรเลย เลขาฯ จะต้องคอยบอกผม ว่าเมื่อไหร่จะต้องทำอะไร เรื่องการนัดหมาย เลขาฯ จะนัดให้หมด"
• ทำงานมากมายขนาดนี้จัดสรรเวลาอย่างไร
     ผมถืองานเป็นเล่น เล่นเป็นงาน คือสนุกสนานกับการทำงาน ถ้าเราสนุกสนานกับงานมันก็เหมือนกับเล่น ผมทำงานของผมทุกวัน ผมจะมีที่ทำงานหลายที่ ผมเป็นศาสตราจารย์ระดับ 11 คนแรกของประทศไทย เป็นอยู่ 11 ปี ผมมีที่ทำงานอยู่ที่ลาดกระบัง ที่บริษัท และที่เอแบค ทุกโต๊ะจะมีของวางเต็มไปหมด ผมไปถึงที่ไหนก็มีงานรอผมอยู่ ผมยังเป็นกรรมการให้รัฐบาลอีกเยอะแยะ
• คิดว่าเสน่ห์ของการทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตคืออะไร
     เสน่ห์ของอินเตอร์เน็ต คือ มันมีอะไรแปลกใหม่ตลอดเวลา มีอะไรท้าทายความสามารถของเราตลอดเวลา มีปัญหาต้องให้แก้อยู่ตลอดเวลา การทำธุรกิจอินเตอร์เน็ต เดินช้าๆ ก็แพ้คนอื่นเขา ต้องวิ่งตลอดเวลา หยุดไม่ได้เลย เดินเฉยๆ ยังไม่ได้ ต้องวิ่ง ผมอ่านอินเตอร์เน็ตวันละชั่วโมง ผมมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้ผม ผมมีรายการ FM 97 ที่เป็น IT ทอล์ก ซึ่งจะเสนอรายงานแปลกๆ ใหม่ๆ จากรายงานที่เสนอ ผมได้ประโยชน์เยอะแยะ
• ยากมั้ยกับการนำอินเตอร์เน็ตมาสอนให้คนไทยได้เรียนรู้
     สำหรับผมไม่ยาก ผมชอบสอนหนังสือ ในการสอนหนังสือ เราเป็นพระเจ้าอยู่ในห้องเรียน เราจะทำอะไรก็ได้ จะสั่งให้เด็กคนไหนทำอะไรก็ได้ เราจะสอนอะไรก็ได้
• ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอินเตอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร
     ไม่มีใครสามารถบอกได้ ถ้าใครกล้าทำนายทายทักว่าอินเตอร์เน็ตจะเป็นอย่างไรในอนาคต คนนั้นไม่บ้าก็เมา เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหลือเกิน เรียกว่าแทบจะทุกเดือน มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมาตลอดเวลา เพราะมีคนทั่วโลกหลายร้อยล้านคนใช้อยู่ เขาก็อยากได้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ

• ในบ้านเรามีคนใช้บริการอินเตอร์เน็ตมากน้อยแค่ไหน
     ตอนนี้ประมาณ 1 ล้านถึง 1.5 ล้าน ถือว่ายังน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เราสู้เขาไม่ได้ เหตุผลคือ เราไม่มีนายกรัฐมนตรีที่อินกับคอมพิวเตอร์จริงๆ ก็หวังว่าในสมัยหน้าจะมีคนที่เข้ามาเป็นผู้นำทางด้านอินเตอร์เน็ต ทางด้านคอมพิวเตอร์ที่จะทำให้ประเทศไทยตามทันประเทศอื่นเขา



• ในเรื่องของการเรียนการสอน อินเตอร์เน็ตจะเข้าไปมีบทบาทมากน้อยแค่ไหน
     มีบทบาทมาก ตอนนี้โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องใช้อินเตอร์เน็ตสอน ถ้าไม่ใช้ก็เชยมาก ที่อเมริกา สิ้นปี 2000 ทุกโรงเรียนมีอินเตอร์เน็ตหมด อังกฤษ สิ้นปี 2001 ทุกโรงเรียนมีอินเตอร์เน็ตหมด แต่ประเทศไทยยังมีไม่มากขนาดนั้น ของเรามีโครงการสคูลเน็ต พูดไปมันก็ดูดี แต่จริงๆ แล้วมันไม่ดีเท่าไหร่ เพราะสคูลเน็ตให้โรงเรียนละ 2-3 บัญชี นักเรียนพันคนให้ 2-3 บัญชี มันพอใช้แค่ไหน

• ถ้าจะพูดถึงมารยาทในการใช้อินเตอร์เน็ต
     เยอะแยะ 1.ถ้าใครเขาด่าเราอย่าด่าตอบ ให้ลบทิ้งไปเลย ถ้าเขาด่าเราแล้วเราไม่ด่าตอบ เขาเจ็บมากกว่าเรา ถ้าเขาด่าแล้วเราตอบ เราเจ็บด้วย ใครพูดอะไรไม่ดีลบทิ้งไป 2.ใครทะเลาะกันในอินเตอร์เน็ต อย่าไปยุ่งกับเขา ไม่ใช่หน้าที่ของเรา อย่าเข้าไปยุ่ง 3.ใครทำอะไรไม่ดี อย่างเอารูปใครไปเป็นรูปโป๊ เราไม่อยากให้เขาทำกับเราๆ ก็อย่าไปทำกับเขา เหล่านี้เป็นต้น
• ถ้าพูดถึงความสำคัญของ IT กับชีวิตประจำวัน อาจารย์คิดอย่างไร
     คงหนีกันไม่พ้น ตื่นเช้าขึ้นมาทำอะไร อ่านหนังสือพิมพ์ๆ มาจากไหน ใช้คอมพิวเตอร์ทำทั้งนั้น โทรศัพท์ๆ จากไหน ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ไปซื้อของ ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งนั้น หนีไม่พ้น ต้องทำอย่างไรให้เราเอา IT มาใช้ให้เป็นประโยชน์
• โครงการที่อาจารย์คาดหวังในเรื่องของการนำอินเตอร์เน็ตมาใช้
     ผมอยากเห็นประเทศไทยมีอินเตอร์เน็ตใช้ทุกโรงเรียน ทุกตำบล นั่นเป็นความหวังสูงสุดของผม อยากจะเห็นคนไทยมีอินเตอร์เน็ตใช้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ แล้วเอามาทำให้เป็นประโชยน์กับประเทศชาติ ให้เราสามารถไปเอาเงินจากต่างชาติเข้ามาได้
• ปัจจุบันมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอาจารย์มีเทคนิคอย่างไร ในการเป็นผู้นำด้านธุรกิจอินเตอร์เน็ต
     ปรกติผมจะไปเมืองนอกเดือนละครั้ง ไปดูว่าเขามีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ผมจะเป็นคนที่นำของแปลกใหม่เข้ามาในเมืองไทยก่อนเพื่อน อย่างเทคโนโลยีแปลกๆ ใหม่ๆ ผมจะประกาศก่อน ผมไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย ผมทำทุกอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่แทงใครข้างหลัง แล้วผมจะไม่โกรธใคร ถ้าโกรธใครผมจะหายภายใน 1 วัน โกรธมากที่สุด 3 วันแล้วลืมหมดเลย จะไม่อาฆาตพยาบาทใคร


• เคยพูดว่าทำธุรกิจด้านนี้เหนื่อยมาก กำไรก็ไม่มี
     ปรกติเหนื่อยมาก กำไรก็ไม่มี แต่เผอิญผมไม่เหนื่อย ผมยังทำของผมอยู่ กำไรปีที่แล้วเรามีรายได้ประมาณ 400 ล้าน กำไร 100 ล้าน เหตุผลที่มีกำไรเพราะเราประหยัดมาก หลักการทำธรุกิจของผมในการซื้อของคือ ลด 50% ถ้าไม่ลดให้ผม 50% ผมไม่ซื้อ เพราะว่าผมซื้อเยอะ
• แรกๆ ที่เริ่มทำธุรกิจต้องเจอกับปัญหา หรืออุปสรรคมากมาย รู้สึกท้อบ้างมั้ย
     ผมไม่เคยท้อกับอะไรเลย ครูสอนผมว่าทำงานทุกอย่างทำให้เต็มที่ ทำให้สุดฝีมือ ถ้าทำได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็หันไปอีกทางหนึ่ง มีอย่างอื่นให้ทำอีกเยอะ ถ้าเดินไปเดินมาเกิดเจอผนังขวางกั้นลองผลักดูอาจจะชนะ ถ้าผลักแล้วยังไปไม่ได้ อาจปีนข้ามไปได้ แต่ถ้าปีข้ามก็ไม่ได้ให้เดินขนานผนังไป เดี๋ยวก็ต้องมีทางออก ผมถือเป็นปรัชญาที่ทำอยู่เสมอ ผมไม่เคยไม่รับงานไหน ใครขอให้ทำอะไรผมรับทั้งนั้น ทำได้หรือไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมทำเต็มที่
• อะไรคือแรงผลักดัน หรือกำลังใจให้ทำในทุกๆ เรื่อง
     เริ่มตั้งแต่เห็นว่าพ่อเก่ง รู้สึกว่าพ่อเก่งมาก พ่อทำอะไรได้เยอะแยะ ไม่เห็นพ่อทำอะไรไม่ได้ พ่อทำได้เราก็ทำได้ พ่อจะบอกเสมอว่าต้องเป็นอภิชาตบุตร ต้องทำให้ได้ดีกว่าพ่อ
• ส่วนตัวแล้วมีนโยบายในการทำงานอย่างไร
     ประโยชน์ของประชาชนและของประเทศชาติถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตัวผมเองไม่ได้ใช้เงินมาก ฉะนั้นผมไม่ต้องการที่จะร่ำรวยมหาศาลอะไร ผมทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนรวมเป็นส่วนใหญ่

• ในฐานะผู้บริหาร อาจารย์บริหารงานผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไร
     ตอนนี้ผมมีลูกน้องประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ซะเยอะ ผมจะให้เขาได้ทำงานอย่างเต็มที่ แล้วชมเชย เลื่อนตำแหน่งให้ ผมไม่หวงตำแหน่ง ถ้าใครกล้าขอตำแหน่ง ผมก็ให้ แล้วผมตั้งตำแหน่งเอาใหม่ ผมจะตั้งตำแหน่งใหม่เสมอ

• สำหรับคนที่สนใจงานด้าน IT ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง
     ต้องมีหัวกว้างไกล อยากจะรู้อะไรอยู่เสมอ และต้องมีความอดทน อยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน ต้องเล่นคอมพิวเตอร์วันละ 1 ชม. ต้องรู้สึกเป็นกันเองกับคอมพิวเตอร์ เป็นเพื่อนกับคอมพิวเตอร์ จับคอมพิวเตอร์ เปิดคอมพิวเตอร์ได้อย่างสบาย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไปทำอย่างอื่น
     คอมพิวเตอร์จำเป็นต้องเรียน แต่ไม่จำเป็นต้องเรียนที่มหาวิทยาลัย เราเรียนด้วยตัวเราเองได้ ตัวผมก็เรียนเองทั้งนั้น ผมจบปริญญาตรี วิศวะโยธา ปริญญาโทวิศวชลศาสตร์ ปริญญาเอกวิศวะคอมพิวเตอร์ แล้วไปเป็นผู้แทนสมาคมนักบัญชีแห่งประเทศไทย เขาขอมาผมก็ทำ คือเรียนเองทั้งนั้น ผมเปลี่ยนความเชี่ยวชาญตามทุนที่มีในอเมริกา เขามีทุนด้านไหนผมเปลี่ยนตามไปด้านนั้น

• อาจารย์ได้วางเป้าหมายในชีวิตไว้อย่างไรบ้าง
     ตอนนี้คงสบายหน่อย สมัยก่อนผมจะวางเป้าหมายไว้เลยว่า ผมจะเป็นศาสตราจารย์ในอเมริกาให้ได้ พอมาเมืองไทยผมต้องมีตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับสูงสุดที่เทียบเท่าปลัดกระทรวงให้ได้ ในส่วนของบริษัท ผมต้องการให้เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด แล้วเราก็เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด
• อาจารย์มีมุมมองด้านแรงงานไทยในปัจจุบันอย่างไร
     แรงงานไทยคงต้องถูกอบรมให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน IT รัฐบาลกู้เงินมิยาซาวามาฝึกนัก IT แต่ไม่ได้ผล ฉะนั้นเราต้องดูตลาดว่าเขาต้องการอย่างไร แล้วฝึกมาให้ตรงกับความต้องการ ที่สำคัญต้องให้หน่วยงานของรัฐทำอย่างจริงจัง วางหลักสูตรให้ดี แล้วมีคนเข้าไปตรวจสอบ ต้องมีเป้าหมายแล้ว ทำให้เต็มที่
• ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังจะก้าวสู่ชีวิตการทำงาน
     อย่าท้อแท้ ต้องกล้าสู้ หูตาต้องกว้างไกลอยู่ตลอดเวลา มีหนทางไหนเข้าไปลองดู ถ้าเห็นทางพอจะไปได้ ลงไปทำเลย ถ้าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ อย่าเสียใจ หาอย่างอื่นทำต่อไป คนเราไม่สามารถที่จะเก่งทุกด้าน เราต้องค้นให้พบว่าเราเก่งด้านไหน
• อยากให้อาจารย์ให้กำลังใจสำหรับคนที่ยังว่างงานอยู่
     ถ้าอยากทำงานจริงๆ งานมันมี ทำได้ทั้งนั้น อย่าเกี่ยงงาน หาอะไรทำ เลือกอะไรที่ทำแล้วเราสบายใจ อย่างคิดว่าจะมีราชรถมาเกย อย่ารอให้รัฐบาลมาช่วย เราต้องช่วยตัวของเราเอง หรือไม่ก็กลับไปอยู่จังหวัดเรา ไปหาอะไรทำก็ได้ เราต้องกล้า เราต้องสู้ ที่สำคัญต้องขยันขันแข็ง

Back to Father of theThai Internet