กระบวนการเรียนศาสตร์ผู้ประกอบการผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ครั้งแรกในไทย ก่อประกอบไอเดียผ่าน 2 หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แม่ทัพเอสเอ็มอีฝั่งภาครัฐบาล และวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)

"วีรชัย   กู้ประเสริฐ"    ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่  SMEs      เปิดพันธกิจความร่วมมือให้ฟังว่า   จากสภาพการแข่งขันเชิงธุรกิจและสภาพทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งปัจจัยภายในและภายนอก         ทำให้ผู้ประกอบการยุคใหม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการ เพื่อผลักดันให้กิจการเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้ศักยภาพบนพื้นฐานขององค์ความรู้ (Knowledge-Based SMEs) เช่นที่กำลังแพร่หลายทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชียด้วยกันเอง

นั่นเป็นที่มาของความร่วมมือที่จะเปิดตัวแหล่งความรู้แห่งใหม่ผ่านสื่อออนไลน์

"จากนี้ไปเอสเอ็มอีของไทยกว่า 2 ล้านรายทั่วประเทศ รวมไปถึงในต่างประเทศ ก็สามารถเข้าเรียนด้วยระบบ e-learning ได้อย่างสะดวก เรียกว่าไม่จำกัดสถานที่และเวลา นี่เป็นภารกิจที่ สสว. ภูมิใจที่จะสามารถช่วยกระตุ้นจิตวิญญาณของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และไม่หยุดยั้ง"

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) โดยวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต คือทีมผลิตชุดวิชาดิจิทัลองค์ความรู้ด้านเอสเอ็มอี พวกเขามี ศ.ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานผู้บริหารวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ตและทีมงานคือขุมกำลังสำคัญ

สำหรับ ศ.ดร. ศรีศักดิ์ จามรมาน มีประสบการณ์ถึง 4 ปี ในการจัดการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ต หรือ e-learning ผ่านวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต โดยมีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 300 คน เป็นการสอนในระดับปริญญาโท ในสาขาวิชา MS Management (เหมือนกับ MBA) และ MSICT

อย่างไรก็ตามเขากล่าวว่าที่นักเรียนยังมีไม่มากนักเนื่องจากตลอด 3 ปีที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายรับรองการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต แต่หลังจากความพยายามในการเข้าพบคณะทำงานผู้เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ทำให้เมื่อเดือน ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา กฎหมายผ่านไปอย่างงดงาม พวกเขาจึงเปิดหลักสูตรขึ้นมาตั้งแต่เดือนมกราคมในปีนี้ แต่ยังมีกลุ่มนักเรียนให้ความสนใจจำนวนมาก ซึ่งคณะบริหารยังได้รับความนิยมจากผู้เรียนมากที่สุด

เมื่อมารับภาระใหม่จากทาง สสว. พวกเขาจึงได้จัดทำชุดวิชาดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ด้านเอสเอ็มอี จำนวน 12 ชุดวิชา ซึ่งแบ่งตามระดับขั้นการเรียนรู้เป็น 2 ระดับ คือ    การเรียนรู้แบบประกาศนียบัตรซึ่งผู้เรียนอาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและการเรียนรู้ในระดับปริญญาบัตรที่ผู้เรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่าย

เริ่มเปิดสอนตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ในจำนวนชุดวิชาดิจิทัลเบื้องต้น 3 ชุดวิชา ภายในเดือน พฤศจิกายน ซึ่งเมื่อผู้เรียนสอบผ่าน สามารถสะสมหน่วยกิต และอาจเทียบโอนชุดวิชาในการศึกษาไปต่อระดับปริญญาตรีตามข้อบังคับการศึกษาระดับปริญญาของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ ซึ่งกำหนดเปิดการสอนระดับปริญญาได้ตั้งแต่มกราคม 2551 เป็นต้นไป

สำหรับวิธีการก็คือ ผู้ที่สนใจสามารถมาลงทะเบียนเรียนได้ที่ www.sme.go.th หลังจากนั้นเราจะจัดอาจารย์ไว้ 2 ประเภท คือ Content expert และอาจารย์อำนวยความสะดวกซึ่งคุมนักเรียนไม่เกิน 40 คน โดยแต่ละวิชาเราต้องระบุว่าอาจารย์จะต้องอยู่หน้าจอสัปดาห์ละครั้ง และอาจารย์ต้องอ่านคำตอบของนักศึกษา และตอบกลับไปด้วย และเมื่อเด็กถามอะไรมาอาจารย์จะต้องตอบให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

โดยในเดือนพฤษภาคมนี้ เราจะเปิด 3 วิชา วิชาละ 15 ชั่วโมง ซึ่งเอสเอ็มอีสามารถเข้ามาศึกษาเมื่อไรก็ได้      เสร็จแล้วก็มีการสอบถามข้อสงสัยโดยส่งมาทางอีเมล์ หรือไม่ก็วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และเมื่อเรียนครบทั้ง 15 ชั่วโมง ก็จะมีการสอบ"

อาจารย์ศรีศักดิ์บอกเราว่า การเรียน 3 วิชาเท่ากับ 45 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 3 เครดิต ซึ่งสำหรับการเรียนปริญญาตรีต้องได้ 142 เครดิต และปริญญาโทอีก 36 เครดิต ผู้เรียนจึงสามารถสะสมหน่วยการเรียนตรงนี้ไว้เทียบระดับได้

เขาบอกอีกว่า สำหรับการเรียนคอร์สระยะสั้น ผู้เรียนจะต้องจบระดับ ปวส. และอนุปริญญาขึ้นไป ส่วนระดับปริญญาโท ก็ต้องเรียนจบระดับปริญญาตรีมาก่อนเช่นกัน ซึ่งแตกต่างจากการเรียน e-learning ในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ที่ใครก็สามารถเรียนได้โดยไม่ต้องจบอะไรมาก่อน

"การศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต จะทำให้เอสเอ็มอีได้รับความรู้มากขึ้น โดยใช้เพียงคอมพิวเตอร์ ซึ่งลงทุนไม่มากนัก ก็สามารถเรียนได้เลย จะเรียนที่ไหนเมื่อไรก็ได้ เรียนได้ทั้งครอบครัวไม่ต้องกลัวเสียเวลางาน แต่สำหรับหมวดการเรียนเราก็ยังคงต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ซึ่งเวลานี้ยังไม่เหมือนในต่างประเทศอย่างอเมริกา ที่สามารถนั่งหน้าเครื่องแล้วสัมพันธ์กันได้ ถามได้ตอบได้ทันที ของเราถามได้ แต่อาจต้องใช้การโทรศัพท์ หรือคีย์เข้าเครื่องเพื่อแชทไป ซึ่งในอนาคตเราจะพัฒนาระบบให้ไปไกลกว่านี้ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม"

จุดอ่อนด้อยประการหนึ่งของเอสเอ็มอีบ้านเราคือการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งยังน้อยกว่าหลายๆ ประเทศ อาจารย์ศรีศักดิ์บอกเราว่า สิงคโปร์มีผู้ใช้ถึง 40 % ในอเมริกา 90% ใช้การสอน e-learning ซึ่งมีพวกที่ทำงานในโรงงานต่างๆ 18 ล้านคนที่จะเรียนด้วย e-learning ส่วนญี่ปุ่นยอดเงินที่ใช้ e-learning ในเอสเอ็มอีมีสูงถึง 7 ล้านล้านบาท เขาจึงมองว่าประเทศไทยเองจำเป็นที่จะต้องกระโดดลงมา และให้วิทยายุทธ์กับเอสเอ็มอีในด้านนี้กันแล้ว

"การใช้เน็ตของกลุ่มเป้าหมายเรายังน้อย ซึ่งอนาคตไอทีบ้านเราต้องขยับกันใหม่ เอสเอ็มอีต้องใช้ไอทีมากขึ้น มองว่าประมาณ 15 ปี จะมีความต้องการตรงนี้มากขึ้น เพราะเครื่องจะราคาถูกลงมาก ส่วนคนที่จะเข้ามาสัมผัส      ทาง สสว. จะต้องทำการพีอาร์ให้เขาทราบข้อมูลต่างๆ ว่าจะไปหาดูได้ที่ไหนด้วย อยากให้ทาง สสว. เอง ทำประชาสัมพันธ์ให้เต็มที่ว่าเอสเอ็มอีทุกรายต้องมีเวบเพจ ต้องมีเอสเอ็มอีแอดเดรส ว่าเขามีโปรดักท์อะไร และต้องให้ทุกคนติดต่อสื่อสารทางเน็ตได้หมด มีคนตอบ ซึ่งนั่นจะเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจของเขาได้มากทีเดียว"

สำหรับเป้าหมายของผู้ดำเนินการเรียนการสอนเขาบอกว่า ในเบื้องต้นมีผู้เรียนประมาณพันคนก็ถือว่าน่าพอใจ แต่ใน 5 ปีนี้ อยากให้มีผู้เรียนถึง 10% ของเอสเอ็มอีทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 2 ล้านราย หรือคิดเป็นประมาณ 2 แสนราย

ในขณะที่ทาง สสว. ผู้นำอย่าง "จิตราภรณ์ เตชาชาญ" ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เธอบอกเราว่า ใน 3 เดือนแรกที่เริ่มโครงการ หากมีผู้เรียนถึงพันคน ก็ถือว่าไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้เบื้องต้นแล้ว และการให้ผู้เรียนขึ้นทะเบียนก่อนเรียน ทำให้ทาง สสว. สามารถตรวจสอบติดตามประเมินผลผู้ประกอบการได้อย่างใกล้ชิดในอนาคตต่อไปด้วย

 

back