เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา ศูนย์ชีวประวัตินานาชาติ (International Biographical Centre) เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ มอบรางวัลเกียรติยศให้ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ให้เป็นผู้ประสบความสำเร็จในฐานะ "บิดาอีเลิร์นนิ่งไทย" (The Father of Thai E-learning) หลังจากที่เป็นผู้ยกร่างกฎหมาย อีเลิร์นนิ่งฉบับแรกของไทย และผู้อำนวยการหลักสูตรระดับปริญญาอีเลิร์นนิ่งหลักสูตรแรก เขาให้มุมมองเรื่อง "อนาคตอีเลิร์นนิ่งไทย" กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ไว้อย่างน่าสนใจ

     "จากนี้ไปการแข่งขันจะยิ่งมีมากขึ้น เพราะทุกมหาวิทยาลัยขณะนี้ก็เตรียมที่จะเปิดหลักสูตรอีเลิร์นนิ่ง ยังไม่รวมการแข่งขันจากต่างชาติที่จะเข้ามามากขึ้น ซึ่งเราก็พยายามจะดึงนักศึกษาที่เรียนผ่านระบบนี้จากต่างชาติในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียกลับมาเรียนกับเรา แต่เป็นเรื่องยาก เพราะเรียนในบ้านเรายากกว่า เนื่องจากในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียมี 2 มาตรฐาน สำหรับคนของเขาจะมีมาตรฐานที่สูง แต่สำหรับคนไทยไปเรียนมาตรฐานจะต่ำกว่า เนื่องจากเขาต้องการให้ชวนเพื่อนไปเรียนมากขึ้น ทำให้การศึกษาแบบนี้ต้องแข่งขันกับทั้งภายในและภายนอกประเทศ"

     แต่เชื่อแน่ว่าภายใน 10 ปี จำนวนนักศึกษาจะยิ่งมีความนิยมการเรียนในลักษณะนี้มากขึ้น
     "เพราะระบบการเรียนทางไกลผ่นอินเทอร์เน็ตเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาให้คนสามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากขึ้น อย่างคนที่ทำงานไม่เป็นเวลา คนทำงานโรงแรม สายการบิน หรือคนที่ไม่มีโอกาสเรียนอย่างคนที่ตั้งครรภ์ก็สามารถเรียนได้ การเรียนแบบนี้จึงเป็นการขยายโอกาสการศึกษามาก ที่สำคัญค่าใช้จ่ายก็ไม่แตกต่างกับการศึกษาในระบบปกติมากนัก และอาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ"

     เมื่อถามถึงเรื่องการยอมรับคนที่เรียนจบปริญญาในระบบนี้
     เขากล่าวว่า "การยอมรับในสังคมของคนที่จบหลักสูตรปริญญาอีเลิร์นนิ่งนั้นก็น่าจะมากขึ้น ในช่วงแรกที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเปิดหลักสูตรปริญญาอีเลิร์นนิ่ง คนก็ถามว่าทำไมมหาวิทยาลัยรัฐไม่เปิด ตอนนี้มหาวิทยาลัยรัฐหลายแห่งเริ่มเปิด ภาพการยอมรับจึงเกิดขึ้นทันที"

     "อย่างในสหรัฐ เมื่อปี 1999 มหาวิทยาลัยโจนส์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากในสหรัฐเรื่องอีเลิร์นนิ่ง ได้รับรองมาตรฐานครั้งแรกในปีนั้นและทำให้สังคมอเมริกันยอมรับในเรื่องนี้

     และของไทยเมื่อเดือนตุลาคมเมื่อมีการออกประกาศ ก.พ. ก็รับรองมาตรฐานการจบของคนที่เรียนในหลักสูตรแบบนี้แล้ว ซึ่งอัตราการเติบโตของผู้เรียนในระบบนี้จะเพิ่มขึ้นนับ 100% ในปีนี้รวมถึงปีต่อๆ ไป

     สำหรับการขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งเสมือนเป็นผู้บุกเบิกเรื่องนี้
     "สิ่งที่เราต้องทำต่อไป การสร้างเรื่องราวความสำเร็จให้คนเห็นว่าการเรียนแบบนี้ก็ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือต้องเน้นเรื่องมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำการเรียนการสอนในระบบนี้ มาตรฐานต้องดีเท่ากับการเรียนการสอนในระบบปกติ หรือมากกว่า ก็คงเหมือนกับคนที่เรียนวิทย์ คอมฯ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เข้า 4,000 คน จบการศึกษาแค่ 40 คน ในที่สุดก็เป็นที่ยอมรับ"

     "สิ่งที่เราทำบางอย่างดีกว่าระบบการเรียนการสอนในห้อง อย่างถ้าคุณเป็นนักเรียนแล้วไปฝากโน้ตถึงอาจารย์ในระบบปกติ อาจารย์อาจจะไม่อยู่ ไม่ได้ตอบ หรือใช้เวลานาน

     แต่ระบบของเรา อาจารย์จะต้องตอบคำถามนักเรียนภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไม่ทำเกิน 3 ครั้งเราก็ให้ออก สิ่งสำคัญก็คือ เวลาสอบเราให้นักศึกษามาสอบที่สถานที่ เพื่อให้เห็นว่ามีตัวตนจริง และคนสอบกับคนเรียนเป็นคนคนเดียวกัน"

     เรื่องมาตรฐานเป็นประเด็นเดียวกับที่เขาเป็นห่วงของอนาคตการศึกษาอีเลิร์นนิ่งในภาพรวม
     "ผมว่าไม่เพียงการแข่งขัน ภาพที่เราเห็นในอนาคตอาจจะมีมหาวิทยาลัยห้องแถวเต็มไปหมด สิ่งที่กระทรวงศึกษาฯ จะทำใน1-2 ปีจากนี้คือ คณะกรรมการมาตรฐานการศึกษา ที่ทำในลักษณะเดียวกับการตรวจมาตรฐานการเรียนการสอนแบบปกติที่เคยปิดมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มาตรฐาน ในอนาคตเราก็อาจจะเห็นหลักสูตรที่ไม่มีมาตรฐานในระบบอีเลิร์นนิ่งโดนปิด"

     "ผมว่าสิ่งที่สำคัญของการศึกษาในระบบนี้อยู่ที่การลงทุนด้วย เพราะต้องใช้เงินลงทุนในเรื่องอุปกรณ์มาก ไม่อย่างนั้นก็ไปไม่รอด"

     นี่เป็นความเป็นห่วงของผู้จุดกระแสอีเลิร์นนิ่งในไทย ที่หวังว่าจะไม่เติบโตแบบฟองสบู่!!

Prachachart Durakit in PDF

back